โครงสร้างระบบสารสนเทศ
ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องระหว่าง มนุษย์ กับ เทคโนโลยี ด้าน
ข้อมูล – ข่าวสาร
ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการ ( MIS ) จึงเกี่ยวข้อง
และ สัมพันธ์กับระบบต่าง ๆ เช่น
-
การบริหารศาสตร์ ( Management
Science )
- บัญชีจัดการ
( Management Accounting )
- การจัดการ ( Management )
- พฤติกรรมบุคคล
( Human Behavior )
- การประมวลผลข้อมูล ( Data
Processing )
- คอมพิวเตอร์ศาสตร์
( Computer Science )
นั่น คือ
ข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้ามาประมวลผล อาจเกี่ยวข้องกับ ระบบย่อย 1 ระบบ หรือ
หลายระบบ เป็นตัวกลาง ที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ หรือ ผลงานที่ต้องการ
MIS Technology ประกอบด้วย
- Hardware
- Software
- Peopleware
- Database
- Procedure
MIS จะ
ทำหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กับ ระบบ หรือ กิจกรรมต่าง ๆ ภายในองค์กร
ซึ่งถ้ามองสภาพแวดล้อมในองค์กรเป็นระบบชนิดหนึ่งแล้ว จะมี ระบบ ย่อย ๆ ดังนี้
1. เป้าหมาย
และ คุณค่า ( Goals and Values Subsystem )
หมายถึง
เป้าหมายและ ทัศนคติของ กลุ่มคน ต่าง ๆ ภายในองค์กร
2.
งานเฉพาะด้าน ( Technical Subsystem )
หมายถึง
ส่วนของผู้ที่ทำงานเฉพาะด้าน ภายในองค์กร เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการตลาด
ฝ่ายวิจัย ฯลฯ
3. การบริหาร ( Managerial
Subsystem )
หมายถึง
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ ตัดสินใจ กำหนดนโยบาย วางแผน และ
ออกแบบโครงสร้างขององค์กร
4. สภาพสังคม
และ จิตวิทยา ( Psychosocial Subsystem )
หมายถึง
พฤติกรรม การจูงใจ สถานภาพ บทบาท และ การแบ่งกลุ่มบุคคลต่าง ๆ
5.
กำหนดโครงสร้าง ( Structure Subsystem )
หมายถึง
วิธีการที่องค์กร ได้จัดการแบ่งงานตามหน้าที่ การประสานงาน อำนาจหน้าที่
การติดต่อสื่อสาร และ รูปแบบการทำงาน
ตัวอย่างความสัมพันธ์ของ MIS กับระบบย่อย
เช่น แผนกบัญชี เป็น ระบบเฉพาะด้าน ที่ MIS จะ ช่วยการจัดการในการประมวลผลข้อมูลทางการเงิน หรือ
มีส่วนสัมพันธ์กับการกำหนดโครงสร้างขององค์กร โดยให้ข้อมูลว่าการมีโครงสร้าง
แบบรวมการ ( Centralize ) หรือ
แบบกระจาย ( Decentralize ) จะมีผลอย่างไร
หรือ มีผลต่อต้นทุนการผลิตอย่างไร เป็นต้น
ดังนั้น หาก MIS มีการประสานงานที่ดี กับ ระบบอื่นภายในองค์กร รวมถึง
การเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรแล้ว จะเห็นว่า MIS มีส่วนสำคัญในการช่วยให้องค์กร บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
โดย
ช่วยจัดเตรียม สารสนเทศ ที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ซึ่งถือได้ว่า เป็น
ทรัพยากรที่มีมูลค่ามากที่สุด แก่ ผู้ใช้ หรือ ผู้บริหารองค์กร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3
ระดับ คือ
-
การวางแผนกลยุทธ ( Strategic Planning )
-
การควบคุมการบริหาร ( Management Control )
-
การควบคุมด้านปฏิบัติการ ( Operational Control )
ซึ่งมีความต้องการ สารสนเทศ ที่ต่างกัน ดังแสดงในตารางต่อไปนี้
ความต้องการ
สารสนเทศของผู้บริหาร ในระดับควบคุมการปฏิบัติ โดยทั่วไป ค่อนข้างจะไม่เปลี่ยนแปลง
( Structured Decision ) เช่น
ตารางการผลิต
ส่วนผู้บริหาร
ระดับสูง ต้องการ สารสนเทศ ค่อนข้างไม่แน่นอน หรือ ไม่สามารถกำหนดล่วงหน้า ( Unstructured
Decision )
ดัง นั้น
บทบาทที่สำคัญของผู้บริหาร ระบบ สารสนเทศ คือ ความสามารถ ในการเสนอ สารสนเทศ
ที่ผู้บริหารต้องการ ได้ตรงต่อ การตัดสินใจ หรือ วางแผน
เทคนิคการกำหนด สารสนเทศ
ให้แก่ผู้บริหาร
John F. Rockart ระบุ
วิธีกำหนด หรือ จัดเตรียม สารสนเทศ ให้แก่ผู้บริหาร ดังนี้
1. By – product
Technique
ไม่มีการกำหนด
สารสนเทศ เป็นการเฉพาะ ได้จากการประมวลผลการปฏิบัติงาน ของ ระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร
เช่น สรุปยอดขาย งบประมาณ เป็นต้น
ข้อดี ต้นทุนการประมวลผล ต่ำ
ข้อเสีย สารสนเทศที่ได้ ไม่ใช่การ วิเคราะห์ หรือ เน้น
หรือ สัมพันธ์ กับ ข้อมูลอื่น ๆ
2. Null Approach
จาก วิธีที่ 1. สารสนเทศ
ไม่มีประโยชน์ต่อ ผู้บริหาร มากนัก ประกอบกับการตัดสินใจของผู้บริหาร
เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ล่วงหน้า ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ ผลิต สารสนเทศ จึง
ไร้สาระ และ ไม่มีประโยชน์
แนว
ความคิดนี้ เห็นได้ว่า ผู้บริหาร จะได้ข้อมูลจากการ รับฟัง พูด คุย กับ ผู้ร่วมงาน
มากกว่าที่จะได้จาก คอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ การกำหนดความต้องการของผู้บริหาร
ที่ดี ควรจะใช้วิธีการสื่อสารด้วยคำพูดมากกว่า
ข้อดี ก. เป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ
( Informal Information Gathering )
ข. ประหยัดต้นทุนจากการประมวลผลที่ไม่มีประโยชน์
ข้อเสีย มองข้ามความสามรถของคอมพิวเตอร์
ที่สามารถช่วยรวบรวมข้อมูลได้
3. Key Indicating
System
เป็นการกำหนดปัจจัยทุกอย่าง ที่มีผลต่อความมั่นคง หรือ อยู่รอด ของ
องค์กรทั้งหมด รวมถึง การจัดทำรายงานสำคัญ ที่เรียกว่า Exception
Report ซึ่งเป็นการรายงาน
ถึง ปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานจริง แตกต่างจากแผนที่กำหนดไว้
ข้อดี ได้ สารสนเทศ ที่เป็นประโยชน์
ข้อเสีย การเตรียม สารสนเทศ ที่สำคัญขององค์กร
สิ้นเปลืองมาก
4. Total Study
Process
เป็น กระบวนการที่ศึกษาถึง
ความต้องการ สารสนเทศ ทั้งหมดขององค์กร โดยกำหนดสภาพแวดล้อม วัตถุประสงค์
ปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ และ ความต้องการ สารสนเทศ ทั่ว ๆ ไป เป็นแนวทาง
การศึกษา ภาพรวมขององค์กร
ข้อดี ทำให้เข้าใจถึงภาพรวม และ รู้ว่า ยังขาด
สารสนเทศ ในระบบใดบ้าง
ข้อเสีย ก. ข้อมูลมากเกินไป ค่าใช้จ่ายสูง
ข. อาจเกิดอคติในการออกแบบ เนื่องจากเป็นการศึกษาจากระดับสูงลงมา
5. Critical
Success Factors Approach ( CSF )
เป็นวิธีที่ผู้บริหารแต่ละคน ระบุ สารสนเทศ ที่ต้องการในขณะนั้น
เป็นการกำหนดความต้องการที่มีประสิทธิภาพ และ มีประสิทธิผล
วิธีการอาจได้แก่
การสัมภาษณ์ผู้บริหาร หาเป้าหมายที่ต้องการ หรือ การอภิปรายถึงความสัมพันธ์ของ
เป้าหมาย กับ CSF
ข้อดี ผู้บริหารมีส่วนร่วม และ
ให้ความสนใจต่อการกำหนด CSF
ข้อเสีย ต้องการความร่วมมือ สูง
ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จ
= CSF คือ ปัจจัย
หรือ หัวข้อต่าง ๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่ง ผู้บริหาร ควร
ดูแลเอาใจใส่ และ ประเมินผลความก้าวหน้าขององค์กร
ตัวอย่าง CSF ที่ Rockart ได้ทำวิจัยไว้
ธุรกิจ / แผนก ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ
อุตสาหกรรมรถยนต์ 1. รูปแบบ
2.
ระบบตัวแทนจำหน่ายที่มีคุณภาพ
3.
การควบคุมต้นทุน
4.
มาตรฐานการใช้พลังงาน
ซุเปอร์มาร์เก็ต 1. ส่วนผสมผลิตภัณฑ์
2.
การควบคุมสินค้าคงคลัง
3.
การส่งเสรมการขาย
4.
ราคา
อิเล็กทรอนิกส์ 1. สนับสนุนการขาย
2.
ความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า
3.
ปรับปรุงผลผลิต
4.
พัฒนาสินค้าใหม่
5.
ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความสามารถสูง
6.
ได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัย และ พัฒนา
ระบบ สารสนเทศ
เพื่อการจัดการ 1. การพัฒนาระบบ
2.
การประมวลผลข้อมูล
3.
การพัฒนาบุคลากร
4.
การบริหารการเปลี่ยนแปลง
5.
การควบคุมแผนก Information System
6.
สนับสนุน วัตถุประสงค์ และ มีความสัมพันธ์ที่ดี
ต่อการบริหารขององค์กร
แหล่งข้อมูล ของ CSF
1. ภายในองค์กร ( Internal
Source of Information ) เป็นการศึกษาจาก
ระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร
2. ภายนอกองค์กร ( External
Source of Information ) ประกอบด้วย
2.1
ลักษณะของโครงสร้างอุตสาหกรรม ( Structure of Particular Industry )
การศึกษาถึงโครงสร้างขององค์กร
( ซึ่งถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรม หรือ ธุรกิจ ประเภทหนึ่ง ๆ )
โดยทั่วไปจะทำให้ช่วยกำหนด CSF ได้ดียิ่งขึ้น
เช่น ธุรกิจรถยนต์ จำเป็นต้องคำนึงถึง รูปแบบของรถยนต์ เป็น CSF ที่สำคัญตัวหนึ่ง
2.2 กลยุทธเชิงแข่งขัน
ฐานะของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้น และ ทำเลที่ตั้ง (Competitive
Strategy Industry Position and Geographic Location )
ระดับความได้เปรียบ ในเชิงธุรกิจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ขนาด หรือ
ฐานะขององค์กรในอุตสาหกรรม รวมถึงทำเลที่ตั้ง เช่น CSF ของบริษัทขนาดเล็ก คือ กลยุทธ ของ คู่แข่งขัน ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือ CSF ของผู้ผลิต Minicomputer คือ การที่ IBM เปลี่ยนกลยุทธไปขาย Microcomputer ที่มีราคาถูกกว่า เป็นต้น
2.3
ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายนอก ( Environmental
Factors )
เช่น
ปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยด้านจำนวนประชากร เป็นต้น
2.4
ปัจจัยที่เกิดเฉพาะหน้า ( Temporal Factors )
ปัจจัยบางอย่างไม่ใช่ ปัจจัยที่สำคัญมากนักในช่วงเวลาขณะหนึ่ง เช่น
การควบคุมสินค้าคงคลัง มักจะไม่เป็น CSF สำหรับผู้บริหารระดับสูง แต่ ในช่วงที่วัตถุดิบขาดแคลน
การควบคุมสินค้าคงคลัง จะกลายเป็น CSF ที่สำคัญได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น